วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

มองจีนใหม่ ต่างไปจากเดิม

                               
            ตอนนี้เป็นยุคสังคมออนไลน์ ทำให้ฉันได้เห็นวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวจีนปัจจุบันจากคลิปวีดีโอที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้น เช่นคลิปตลก คลิปแกล้งคน บางครั้งเป็นข่าวไม่ดี ข่าวน่าเศร้าสะเทือนใจ และยังมีข่าวด้านไม่ดีเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ อีกด้วย ทำให้รู้สึกไม่ดีต่อสังคมจีนยุคปัจจุบันนัก
                                           ddu97
            เมื่อก่อนฉันมองประเทศจีนผ่านสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับยุคจีนโบราณ หนัง หรือ ซีรี่ย์จีน ก็ชอบดูแบบย้อนยุค ทำให้ไม่รู้ว่าชาวจีนยุคปัจจุบันเขาใช้ชีวิตกันยังไง
                                         
             แต่เมื่อปลายปี 2019 ได้กลับมาเริ่มดูซีรีย์จีน เรื่องที่ชอบมากคือ เรื่อง The Untamed ชื่อไทยคือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร เรื่องนี้ ทำให้ฉันกลายเป็นแฟนคลับ นักแสดงนำของเรื่องนี้ คือ หวังอี้ป๋อ และได้ดูรายการวาไรตี้โชว์ของจีน ที่มีหวังอี้ป๋อเป็นพิธีกรร่วม
          รายการวาไรตี้โชว์นี้เป็นแบบทอล์คโชว์ ชื่อ Day Day Up หรือภาษาจีนชื่อ 天天向上 อ่านว่าเทียนเทียนซ่างช่าง เป็นรายการทีวีเก่าแก่ของประเทศจีน มีมาสิบกว่าปีแล้ว รายการจะเน้นเรื่องการถ่ายทอดคุณค่าของวัฒนธรรม ประเพณีของชาวจีนให้กับผู้ชม  มีพิธีกร 5 คน ความสนุกของรายการส่วนนึงก็อยู่ที่พิธีกรตลกด้วย ในแต่ละตอนก็จะเชิญดารามาร่วมรายการ มีผู้ร่วมรายการตามคอนเซ็ปต์ของรายการ มีผู้ชมเข้ามาดูในห้องส่งเหมือนกับรายการทอล์คโชว์บ้านเรา


          ตอนแรกที่ดูรายการนี้ เพราะแค่อยากติดตาม หวังอี้ป๋อ แต่พอดูแล้วรู้สึกว่าเป็นรายการที่น่าสนใจมาก ทำให้ได้รู้ เรื่องประเทศจีนมากขึ้น เช่นเรื่องอาหาร เมื่อก่อนฉันเข้าใจว่าอาหารจีนต้องจืด ๆ แต่เพิ่งรู้ว่าคนจีนก็กินเผ็ด มีพริกขี้หนูเหมือนบ้านเรา โดยเฉพาะเมืองฉงชิ่ง ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารเผ็ด
           มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่น และการเกษตร บ้านเขาก็มีการส่งเสริมเรื่องอาหารปลอดสาร ปลอดภัย เหมือนกัน ก่อนหน้านี้เห็นแต่ข่าวอาหารปลอม สารพิษตกค้างในอาหารและผลไม้ ทำให้รู้สึกปฏิเสธอาหารจากจีน
                                     
         เรื่องการคัดแยกขยะจากครัวเรือน ดูเขาจริงจังกันมาก เห็นมีรายการทีวีดัง ๆ หลายรายการที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้
            พ่อแม่ชาวจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกมาก อย่างในช่วงกักตัวจากสถานการณ์ โควิด-19 ก็พยายามหา คอร์สเรียนออนไลน์ให้ลูก มีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ รัฐบาลส่งเสริมให้พ่อแม่เล่นเกมส์ออนไลน์ด้วย เพื่อที่จะได้เล่นกับลูก รู้เท่าทันลูก ฉันเองก็รู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว

           รายการนี้ทำให้ฉันได้รู้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ด้านอาหาร ภูมิประเทศ วัฒนธรรมแบบใหม่ การใช้ชีวิตของคนจีนรุ่นใหม่ และทำให้ฉันมองคนจีนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก และได้เข้าใจแล้วว่าทุกประเทศก็เหมือนกัน มีคนหลายประเภท ทั้งดีและไม่ดี แต่เนื่องจากประชากรของประเทศจีนมีจำนวนมากที่สุดในโลก และส่วนใหญ่เรื่องดีก็ไม่ค่อยเป็นข่าว เรื่องไม่ดีจะเป็นข่าวดัง เมื่อได้ยินแต่เรื่องไม่ดีมากกว่าจึงทำให้ฉันเข้าใจคนจีนผิดไปจริง ๆ
            ตอนนี้ฉันชื่นชมหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับประเทศนี้ และ เปลี่ยนมุมมองต่างไปจากเดิมมากจริง ๆ
ขอบคุณภาพประกอบบทความ
ภาพประกอบที่ 1 มี 2 ภาพ กำแพงเมืองจีน พระราชวัง
ภาพประกอบที่ 2 จากแอปพลิเคชัน WETV
ภาพประกอบที่ 3 ถึง 9 จากแอปพลิเคชัน MGTV





    








3 วิธีพิจารณาเบื้องต้น ข่าวจริง หรือ ข่าวลวง

                                        
             ปัจจุบันทุกท่านที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างก็รู้ว่า ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่ส่งต่อกันมาในสื่อสังคมออนไลน์นั้น มีทั้งข้อมูลจริง และ ข้อมูลเท็จ แต่เราก็ยังเห็นการส่งต่อข้อมูลเท็จกันอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่มีหลายหน่วยงานออกมาแนะนำวิธีคัดกรองข่าวจริง หรือ ข่าวเท็จแล้วก็ตาม ซึ่งพฤติกรรมการส่งต่อข่าวลวงหรือข่าวเท็จเช่นนี้เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ สาเหตุแรกรู้อยู่แล้วว่าเป็นข่าวเท็จหรือข้อมูลเท็จ แต่ก็อยากส่งต่อด้วยความคึกคะนอง หรือต้องการแกล้งคนอื่น สาเหตุที่สอง คือไม่สนใจตรวจสอบเพราะไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องข่าวจริงหรือข่าวเท็จและรีบส่งต่อทันที ดังนั้นบทความนี้ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านหยุดคิดและพิจารณาข้อความในข่าวสักนิดก่อนส่งต่อกันนะคะ
                                               fakenews
วิธีพิจารณาเบื้องต้นง่าย ๆ ก่อนส่งข้อความต่อให้เพื่อนมีดังนี้ค่ะ
          1. ข้อความนั้นต้องมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานรัฐ, บริษัทเอกชน หรือ เว็บไชต์ ที่เรารู้จักกันทั่วไป ถ้าข้อมูลมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือแล้วเป็นเท็จ หน่วยงานที่โดนแอบอ้างเขาจะรีบออกมาแก้ข่าวให้ค่ะ หรือดูที่ URL ก็ได้ค่ะ เบื้องต้นถ้าเป็น https://www.xxxxxxx  ถ้าเป็น http://www.xxxxxxxx ไม่มี s คือปลอม ถ้าให้มั่นใจขึ้นอีกคือเป็น https://www.ชื่อองค์กร เช่น https://www.kasikornbank.com แบบนี้คือเว็บจริงแน่นอนค่ะ 
          ถ้าเป็นข้อความที่ไม่มีแหล่งที่มาอะไรเลย ถึงแม้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส เรารู้สึกว่าเพื่อนเราควรต้องรู้ เราอยากส่งบอกเพื่อนเร็ว ๆ ก็ขอให้อดใจไว้ค่ะอย่าส่งต่อเลย ให้คิดเสมอว่าข้อความนี้ถ้าเราได้รับ เพื่อนเราก็ต้องได้รับเหมือนกัน ให้รอสักพักก็จะมีข้อมูลที่ถูกต้องออกมาค่ะ
                                                   social media
ขอบคุณรูปภาพจาก https://stocksnap.io/photo/background-fashion-NJTXPQXCOD
         2. ต้องดูวันที่ในข้อความ ว่าล้าสมัยแล้วหรือยัง ถ้าไม่มีวันที่ในข้อความ ให้ลองค้นหาข่าว หรือ ข้อมูลนี้ใน Google ก่อนค่ะ ถ้า Google ยังไม่รู้ไม่มีข้อมูลก็อย่าส่งต่อดีกว่า เพราะมีโอกาสเป็นข้อความเท็จค่ะ
                                              google
         3. อย่าส่งต่อเพราะคนที่ส่งมาน่าเชื่อถือ เพราะทุกคนก็พลาดได้เหมือนกันค่ะ ให้กลับไปดูข้อ 1 และ ข้อ 2 ก่อนค่ะ และที่สำคัญอ่านข้อความให้จบก่อนส่งต่อค่ะ บางครั้งเป็นแค่ข้อความตลกที่ส่งล้อเล่นกันกับเพื่อน และส่วนใหญ่เรื่องตลกจะอยู่ที่ตอบจบของข้อความค่ะ อ่านจบแล้วถึงรู้ว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ถ้าเราไม่รู้คิดว่าเป็นเรื่องจริงส่งเข้าไปในกลุ่มที่เป็นทางการ เราจะพลาดทันทีค่ะ
                                                notebook
ขอบคุณรูปภาพจาก https://stocksnap.io/photo/business-working-OO7XQL3Q9C
            ผู้เขียนเข้าใจค่ะว่าทุกคน ต้องการส่งข่าวสารแจ้งเพื่อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ขอให้หยุดคิดพิจารณาแค่ 3 เรื่องนี้ก่อนส่งเท่านั้นเองค่ะ บางครั้งเพียงข้อความที่เราคิดว่าเป็นข้อความตลก อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กับบางคนค่ะ บ้างก็ตกงานกันมาแล้วเพราะส่งข้อความโดยไม่ยั้งคิดก็มีค่ะ เมื่อปริมาณการส่งข้อมูลเท็จในสังคมออนไลน์น้อยลง ผู้เขียนเชื่อว่าต่อไปข่าวสารในสังคมของเราจะน่าเชื่อถือมากขึ้นค่ะ ขอให้ทุกท่านเสพสื่ออย่างมีสติกันนะคะ

อาชีพที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิต


             ทุกท่านคงอยากรู้ว่า จะทำอาชีพอะไรดีจึงจะสามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนใหญ่ก็จะต้องคิดถึงอาชีพที่ทำเงินได้มาก ๆ ก่อนใช่มั้ยคะ บทความนี้ผู้เขียนต้องการแบ่งปันแนวคิด เกี่ยวกับการหาอาชีพที่ทำแล้วสามารถเรียกได้ว่า เป็นอาชีพที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

                                          ฺBigHouse
            ความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนย่อมคนไม่เหมือนกัน เพราะต่างคนต่างมีเป้าหมายในชีวิตที่ต่างกัน บางคนต้องการมีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู มีเงินพันล้าน บางคนต้องการมีครอบครัวสมบูรณ์ มีบ้านขนาดพออยู่ มีรถญี่ปุ่นก็พอ บางคนต้องการมีเงินเก็บมาก ๆ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในบั้นปลายชีวิต
                                          money
             เมื่อเราสามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ และเรามีความสุขกับกับเป้าหมายนั้น แสดงว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วค่ะ ถ้าเราทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว แต่เรายังไม่มีความสุข เช่น เรามีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู มีเงินพันล้านแล้วแต่เรายังพักไม่ได้ ต้องทำงานอย่างหนักต่อไป  เรามีครอบครัวสมบูรณ์ มีบ้านขนาดพออยู่ มีรถญี่ปุ่น แต่เงินใช้จ่ายไม่ค่อยพอ หรือเรามีเงินเก็บมากพอสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแต่กลับเจ็บป่วยไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ ก็ถือว่าไม่มีความสำเร็จในชีวิตนะคะ
                                          family
                คนที่มีความสำเร็จในอาชีพคือ คนที่ทำงานในอาชีพนั้นอย่างมีความสุขค่ะ ถ้าทำงานแล้วมีแต่ความรู้สึกเครียด เบื่อหน่ายตลอดเวลาถึงแม้เป็นอาชีพที่มั่นคง รายได้ดีก็ไม่ถือว่ามีความสำเร็จในอาชีพนะคะ แล้วอาชีพอะไรที่จะทำให้เราทำงานอย่างมีความสุขมาดูกันค่ะ
                หลายท่านพยายามแบ่งเวลาจากงานประจำมาทำงานอดิเรก เพื่อพยายามหาความสุขให้กับตัวเอง เพราะงานอดิเรกคืองานที่เราทำยามว่าง ทำเพราะความสนใจ ความสนุกสนานเป็นหลัก มากกว่าที่จะได้ผลตอบแทนทางการเงิน แต่ถ้าเราสามารถนำงานอดิเรกมาเป็นอาชีพหลักได้นั่นแหละ เราจะเป็นคนที่มีความสุขในอาชีพ หรือมีความสำเร็จในอาชีพนั่นเองค่ะ
เราสามามารถเตรียมตัวเอง หรือเตรียมตัวลูก ๆ ให้เขาสามารถเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากการมีความสำเร็จในอาชีพได้ดังนี้ค่ะ
                1. หาตัวเองให้เจอ หรือ หาความชอบของตัวเองให้เจอ สังเกตได้จากอะไรก็ตามที่ทำแล้วไม่อยากหยุดทำ มักจะพยายามหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อที่จะทำให้ได้ดีขึ้น ถึงแม้ไม่ได้เงินก็จะทำ
                                      cooking
                 2. ปัจจุบันอาชีพอิสระมีหลากหลาย ขอให้มีความตั้งใจ มีความพยายามต่อยอดในสิ่งที่ตนเองชอบ ซึ่งความรู้ทุกอย่างสมัยนี้หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ตค่ะ เช่นลูกเราชอบศิลปะ เราก็รู้ว่าอาชีพศิลปินด้านนี้ยากที่จะมีรายได้ที่มั่นคงเราก็เปลี่ยนเป็นส่งเสริมให้ลูกเรียนเกี่ยวกับ Graphic Degign หรือ Animation อาชีพในอนาคตของเขาก็ยังเกี่ยวกับศิลปะที่เขาชอบอยู่ บางท่านชอบทำอาหาร ก็สามารถทำขายได้โดยเริ่มจากทำขายที่บ้านช่วงวันหยุดผ่านแอปพลิเคชั่นสั่งอาหารแล้วค่อยต่อยอดเปิดร้าน บางท่านชอบด้านบันเทิง เช่นการเต้น การร้องเพลง ยุคนี้ก็มีช่องทางให้สามารถสร้างตัวตน สร้างชื่อเสียงได้ง่ายทางสื่อสังคมออนไลน์ บางท่านชอบการท่องเที่ยวก็ไปเข้าคอร์สอบรมเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ได้ค่ะ
                  3. จดบันทึกหรือบันทึกภาพ หรือ VDO งานอดิเรกที่เราทำเก็บไว้เพื่อรวบรวมข้อมูลในการทำ E-Book ขาย ,เปิดช่อง Youtube หรือ ทำ Blog ซึ่งเป็นรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคตค่ะ
                   social
ความสำเร็จเกิดจากความพยายาม 70% จากพรสวรรค์ 20% และจากโชคชะตา 10%
               สมการนี้ผู้เขียนได้มาจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพได้จริงจากการทำในสิ่งที่ชอบโดยใช้ความพยายามเป็นหลักค่ะ ดังนั้นไม่ว่าเราอยากจะทำอาชีพอะไร ขอให้ตั้งเป้าหมาย และไม่ละทิ้งความพยายาม ผู้เขียนมั่นใจว่าทุกท่านจะสามารถมีความสำเร็จในอาชีพและมีความสำเร็จในชีวิตได้แน่นอนค่ะ
ขอบคุณภาพปกจาก website canva.comขอบคุณรูปภาพจาก website pixabay และ stocksnap.io  URL รูปภาพตามลำดับคลิก ภาพประกอบที่ 1 , ภาพประกอบที่ 2 , ภาพประกอบที่ 3 , ภาพประกอบที่ 4 , ภาพประกอบที่ 5 , ภาพประกอบที่ 6

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

โรคอัลไซเมอร์ ป้องกันได้


          ได้ยินชื่อโรคนี้ไม่เพียงผู้สูงอายุนะคะที่กลัว ลูกหลานเองก็กลัวค่ะ ไม่อยากให้เกิดกับญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยความชุกของโรคจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุค่ะ พบร้อยละ 10-15 ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีและพบร้อยละ 20-30 ในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปีค่ะ

           
         อาการของโรคคือ ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านความจําเป็นอาการหลัก ผู้ป่วยจะไม่สามารถจดจำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงมักจะลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ทั้งที่พยายามจำ ถามซ้ำ ๆ พูดซ้ำ ๆ เป็นต้น ในระยะต่อมา ก็จะทำให้เกิดความบกพร่องของการรู้คิดด้านอื่นร่วมด้วย เช่น หลงทาง คิดเลขไม่ได้ ไม่สามารถจัดการกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้เอง มีปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม และความผิดปกติทางจิตตามมา เช่นหงุดหงิด เฉยชา ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีอาการหลงผิดประสาทหลอนเป็นต้น
        
         ฟังดูแล้วน่ากังวล แต่ก็มีวิธีป้องกันนะคะ มาดูวิธีการป้องกันโรคอัลไซเมอร์กันค่ะ  
        
        เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคอัลไซเมอร์การป้องกันโรคจึงเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคดังนี้        1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นเดียวกับวัยอื่น แต่เลือกให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เนื้อสัตว์ควรจะเป็นเนื้อปลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง ข้าวควรเป็นข้าวไม่ขัดสี ผักควรปรุงโดยต้มหรือนึ่งให้สุกนิ่ม ผลไม้ควรเป็นผลไม้ที่เคี้ยวง่าย และหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด


         2. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่คุณหมอจะบอกค่ะว่าควรมีน้ำหนักเท่าไร ถ้าน้ำหนักเพิ่มส่วนใหญ่มักเกิดจากอาหาร ดังนั้นการรักษาน้ำหนักตัวก็คือการควบคุมอาหารนั่นเองค่ะ


           3. ไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อย กรณีที่เราสูบเอง ขอให้ชั่งน้ำหนักดูนะคะเลิกบุหรี่อยู่ที่ใจเราเองค่ะ


            4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องออกกำลังกายให้สมกับวัยด้วยนะคะ ง่ายที่สุดคือเดินเร็วกว่าแขน อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงค่ะ


              5. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมองการพลัดตกหกล้ม ต้องหาเราจับเสมอ เมื่อขึ้นลงบันไดหรือทางลาดชัน เดินอย่างระมัดระวังทุกก้าว ห้ามคิดว่าเป็นทางที่เดินประจําแล้วเดินโดยไม่ระวัง



               6.​ ดูแลสุขภาพกายให้ดี ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจติดตามโรคประจำตัว ที่เป็นอยู่เป็นระยะ ๆ หากมีอาการเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ

                นอกจากนี้ การฝึกฝนสมองเช่น คิดเลข อ่านหนังสือ เล่มเกมส์ ฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ การพบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ การมีความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยง เข้าชมรมผู้สูงอายุ ฯลฯ อาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ แล้วยังช่วยให้เรามีสุขภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอีกด้วยค่ะ

เครดิตรูปภาพตามลำดับ
ภาพประกอบที่ 1
ภาพประกอบที่ 2
ภาพประกอบที่ 3ภาพประกอบที่ 4ภาพประกอบที่ 5
ภาพประกอบที่ 6
ภาพประกอบที่ 7
ภาพประกอบที่ 8



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

ความสุขทางใจ ไม่ต้องลงทุน




       พูดถึงความสุขในวัยเกษียณ คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นลำดับแรก เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต ท่านที่สามารถออมเงินได้เพียงพอ หรือมีลูกหลานเลี้ยงดูก็ถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ แต่มีผู้สูงอายุอีกมากมายที่ต้องดูแลตัวเอง ด้วยเงินออมที่ต้องใช้อย่างประหยัดในวัยเกษียน โดยไม่ต้องการพึ่งพาลูกหลานหรือไม่สามารถพึ่งลูกหลานได้ ทำให้ต้องใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น และจิตใจมักหดหู่ ท้อถอย ถ้าลูกหลานไม่ให้ความสนใจอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ และเมื่อสุขภาพใจไม่ดีก็จะมีผลทำให้สุขภาพจิตใจแย่ลงด้วย



         บทความนี้ ผู้เขียนต้องการแนะนำวิธีหาความสุขทางใจแบบไม่ต้องลงทุนค่ะ วิธีนี้คือการเป็นแฟนคลับค่ะ อ่านถึงตรงนี้แล้วอึ้งนิดนึงมั้ยคะ มาต่อเรื่องวิชาการนิดนึงนะคะ สรุปความหมายของคำว่า “แฟนคลับ” จากสารานุกรมวิกิพีเดีย(Wikipedia) มีดังนี้ค่ะ
แฟนคลับ (fan club) คือกลุ่มคนที่มีความชอบอย่างมาก หรือ มีความคลั่งไคล้ ในบุคคล กลุ่ม แนวความคิด หรือในบางครั้งเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เช่น อาคาร สถานที่ที่มีชื่อเสียง สิ่งของบางอย่างเช่น รถยนต์ ของเล่นหายาก แฟนคลับส่วนใหญ่จะทุ่มเทเวลาและสิ่งของเพื่อสนับสนุนบุคคลนั้น หรือสิ่งนั้น ในบางครั้งจะมีการตั้งกลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นทางการขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเพื่อสนับสนุนความชอบได้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นดารา นักแสดง นักร้อง นักกีฬาค่ะ

                                                     
ด้านดีของแฟนคลับคือ ช่วยให้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ ที่มีความชอบเหมือนกัน ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และนำไปสู่การทำกิจกรรมดี ๆ เพื่อสร้างสรรค์สังคมมากมาย จึงทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า ส่วนในด้านลบ  ถ้าไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจ การให้เวลาในส่วนนี้มากเกินไปจะทำให้จัดสรรเวลาไม่เหมาะสมได้ อาจทำให้เสียการเรียน การงาน การใช้เงินจนเกินตัว หรือบางครั้งการตามติดมากเกินขอบเขต จนรุกล้ำพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือมีการรวมตัวเป็นกลุ่มศัตรูเนื่องจากเป็นกลุ่มของแฟนคลับที่เป็นคู่แข่งจนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทได้




          ทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคนวัยเรามีวุฒิภาวะ ที่สามารถเลือกเฉพาะด้านดีของการเป็นแฟนคลับ เพื่อหาความสุขให้ตัวเองได้แน่นอนค่ะ ต่อไปเป็นวิธีการทำตัวให้เป็นแฟนคลับค่ะ แค่นั่งดูละครทีวีแล้วชอบดารายังไม่เรียกว่าเป็นแฟนคลับนะคะ และการที่ผู้เขียนบอกว่าการเป็นแฟนคลับไม่ต้องลงทุน เนื่องจากสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นแฟนคลับได้แก่ สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ทซึ่งทุกคนมีใช้กันอยู่แล้วค่



เชื่อว่าทุกท่านต้องมีคนหรือสิ่งที่ชอบอยู่ในใจ เช่นนักแสดง นักร้อง นักกีฬา สถานที่ประทับใจ รถยนต์แบรนด์ที่ชอบ ฯลฯ ให้เราเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ที่ชอบเหมือนเราค่ะ ส่วนใหญ่จะหาได้โดยพิมพ์ชื่อสิ่งที่เราชอบในเฟสบุคหรือไลน์ได้เลยค่ะ เมื่อเข้าไปในกลุ่มคือการเข้าไปสู่สังคมใหม่ เราสามารถพูดคุยกับเพื่อนใหม่ได้อย่างเปิดใจ แสดงความคิดเห็น ความรู้สึกได้เต็มที่เนื่องจากไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ทุกสังคมย่อมมีกฎเกณฑ์ มีทั้งคนดีและไม่ดี ถ้ากลุ่มแบบนี้เราไม่ชอบเราสามารถออกจากกลุ่มได้ตลอดเวลา ไม่มีใครบังคับเราได้ค่ะ



ขอให้คิดเสมอว่าเราเป็นแฟนคลับเพื่อหาความสุขทางใจแบบไม่ต้องลงทุน ดังนั้นถ้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องมีการจ่ายเงินขอให้ถอนตัวค่ะ อย่าลืมจุดยืนของเราค่ะ แค่นี้ทุกครั้งที่เราเปิดสมาร์ทโฟนเราก็จะเจอแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่เหงาเวลาอยู่บ้านคนเดียว ได้ฝึกสมอง ใช้ความคิดได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น อาจจะต้องเรียนรู้จากลูกหลาน ทำให้มีเรื่องที่พูดคุยกับลูกหลานเพิ่มขึ้น สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกหลานได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ



หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านสามารถมีความสุขทางใจได้แบบไม่ต้องลงทุนจริง ๆ นะคะ เมื่อเรามีความสุขมันจะแสดงออกทางหน้าตา ลูกหลานหรือเพื่อน ๆ เห็นก็สบายใจไปกับเรา เมื่อจิตใจเป็นสุขก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย แต่อย่าลืมออกกำลังกายและรับประทานให้เหมาะกับวัยและปฏิบัติตามแพทย์สั่งด้วยนะคะ


ขอบคุณภาพประกอบสวย ๆ จาก website canva.com และ stocksnap.io



เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม เข้าสู่วัยเกษียณ



           ออกตัวก่อนเลยนะคะ ผู้เขียนเองก็อยู่เลยหลักสี่แล้วค่ะและกำลังเตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่วัยเกษียณค่ะ กำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อม และอยากแบ่งปันเพื่อน ๆ ทั้งข้อมูลและแนวคิดค่ะ
           จุดประสงค์ที่สำคัญของผู้เขียนคืออยากให้ตัวเอง และเพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่วัยเกษียณแบบไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวลมากจนเกิดภาวะซึมเศร้าค่ะ ข้อมูลในบทความนี้จะมีทั้งข้อมูลเชิงวิชาการ และบางส่วนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองนะคะ วัยนี้ไม่มีอะไรต้องเครียดแล้วค่ะ
            
                         พวกเราต้องเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจนะคะ ด้านร่างกายก็คือสุขภาพนั่นเองค่ะ และยังเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเลยค่ะ เพราะวัยเกษียณคือวัยที่รายได้ประจำไม่มีแล้ว เราจึงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ากันค่ะ ดังที่เกริ่นไว้ว่าตอนนี้อายุเลยหลักสี่ไปแล้ว มาดูกันว่าจะเตรียมทันมั้ยนะ
             มาเรื่องความพร้อมด้านการเงินก่อนละกันค่ะ ดูน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเข้าใจว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะคิดเหมือนกันคือ ไม่ต้องการรบกวนลูกหลาน ต้องการมีเงินเก็บอย่างน้อยสำหรับพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าลูกเขาให้เราก็ถือว่าเป็นส่วนที่เก็บไว้ใช้สำหรับเรื่องอื่นเช่น ท่องเที่ยว ทำบุญ หรือเก็บไว้คืนให้เขาในโอกาสพิเศษ เช่นซื้อของวันเกิด ของรางวัลวันรับปริญญาหลาน ของขวัญแต่งงาน มันเป็นความภูมิใจนะคะ ที่เป็นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายที่ยังสามารถมอบของมีค่าให้ลูกหลานได้   
         
              ขั้นตอนเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินคือเริ่มจากประมาณการอายุของตัวเองก่อน โดยดูจากอายุเฉลี่ยของญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวของเราแต่อาจจะบวกเพิ่ม ไปอีกสัก 5 ถึง 8 ปี เนื่องจากปัจจุบันคนจะอายุยืนมากขึ้นค่ะ เช่นส่วนใหญ่คุณทวดเราจะอายุประมาณ 75 ปี อายุเราน่าจะประมาณ 80-85 ปีค่ะ
            ต่อไปให้วาดภาพการใช้ชีวิตตอนเกษียณของตัวเองว่าต้องการใช้ชีวิตแบบไหน เช่นถ้าต้องการใช้ชีวิตแบบเดิม เราก็รู้แล้วว่ารายจ่ายต่อเดือนประมาณเท่าไร นอกจากนี้บางคนอาจต้องการมีเงินสำหรับท่องเที่ยวต่างประเทศมีเงินใช้ในการทำบุญ และเงินเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมอีกเป็นต้น ตอนนี้เรารู้แล้วว่า จากวันนี้เราจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปี​ มีรายจ่ายเท่าไรต่อเดือน และรายจ่ายอื่น ๆ รวมทั้งหมดเท่าไร ดังนั้น เราจึงรู้ว่านับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เราเกษียณอายุเราควรจะเก็บเงินให้ได้เท่าไร พอจะมองเห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยคะ                       
            จบเรื่องเครียดแล้วนะคะ ต่อไปเป็นเรื่องเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ และสุขภาพค่ะ เรื่องสุขภาพไม่มีอะไรมากค่ะเพราะตอนนี้ทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าสุขภาพที่ดีมาจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สำหรับวัยเราที่ต้องเพิ่มเติมคือ ต้องออกกำลังกายและรับประธานอาหารให้เหมาะสมกับวัยเท่านั้นเองค่ะ เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายทั้งฟังจากคุณหมอ จากลูกหลาน จากสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่จะรู้กันหมดค่ะ อยู่ที่ว่าจะนำไปใช้หรือไม่ การออกกำลังกายขึ้นอยู่กับว่าขี้เกียจมั้ย การเลือกอาหารขึ้นอยู่กับว่าจะตามใจปากหรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับวินัยของเราเองนะคะ
            ต่อไปเรื่องสุดท้าย ขอใช้คำว่าเรื่องความบันเทิงด้านจิตใจละกันค่ะ ขอให้เราค้นหาตัวเองก่อนเลยค่ะว่าเราชอบอะไร วิธีหาก็ไม่ยากนะคะ คืออะไรก็ได้ที่เราทำแล้วเพลิดเพลินจนลืมเวลา ไม่อยากให้ใครมารบกวน ถึงแม้ทำแล้วไม่ได้เงินก็อยากจะทำ ทำแล้วอยากหาความรู้เพิ่มเติม หาข้อมูลเพิ่มเติมโดยไม่รู้สึกเบื่อ เช่น ชอบปลูกต้นไม้ ชอบงาน DIY ขอบวาดรูป ชอบดนตรี ชอบออกไปทำกิจกรรมกับชมรมต่างๆนอกบ้าน ชอบเล่นสมาร์ทโฟนซึ่งช่วยทำให้เพลิดเพลิน ฝึกสมองด้วย คลายเหงาช่วงกลางวันที่อยู่บ้านคนเดียวได้ดีค่ะ   

             พอรู้แล้วว่าเราชอบอะไรก็เตรียมความพร้อมไว้ค่ะ เพราะความชอบบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ทำแล้วเกิดรายได้ด้วยก็ยิ่งเป็นผลดีค่ะ เช่นชอบปลูกต้นไม้ ก็สามารถเพาะต้นไม้ขายได้ หาข้อมูล เตรียมวัสดุที่ต้องใช้หาแหล่งรับซื้อในตอนที่เราเดินทางเองไหวจะดีกว่าค่ะ หรือจะเป็นงาน DIY งานศิลปะ เราก็สามารถเตรียมสิ่งที่ต้องใช้ หาคอร์สเรียนเพิ่มเติม เลือกแบบที่ตั้งใจว่าอยากจะทำแล้วเตรียมวัสดุไว้ค่ะ ฝึกฝีมือไว้ตอนนี้พออายุมากขึ้นร่างกายจะเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามที่ใจคิดค่ะ แต่พอฝึกไว้มันจะเป็นความเคยชิน เช่นการร้อยด้ายใส่รูเข็ม ถึงแม้ตามองเห็นไม่ชัดแต่เมื่อเราชำนาญเราจะสามารถร้อยด้ายจากความเคยชินค่ะ
                                        
            มีวิธีนึงที่ผู้เขียนใช้อยู่แล้วได้ผลดีมีความสุขมากคือ การเป็นแฟนคลับดาราค่ะ(ภาษาวัยรุ่นเค้าใช้คำว่า “ติ่ง” ) แค่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเห็นหน้าดาราที่เราชอบก็ยิ้มแก้มปริแล้วค่ะ ถ้าใครไม่ชอบดาราก็อาจจะเป็นไอดอลต่าง ๆ ในสื่อโซเชียลก็ได้ค่ะหรือบางคนชอบสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ แต่เราเลี้ยงเองไม่ได้ก็สามารถติดตามจากหลายช่องทางในอินเตอร์เน็ตได้ค่ะ เวลาอยู่บ้านคนเดียวไม่มีเหงาค่ะ ไม่ต้องคอยเฝ้ามองประตู เมื่อไรหลานจะกลับจากโรงเรียน เมื่อไรลูกจะกลับจากทำงาน เป็นการมีความสุขทางใจโดยไม่ต้องรอให้ลูกหลานมาคุยด้วยเราถึงจะมีความสุขได้ เพราะปัจจุบันเราก็รู้อยู่แล้วว่าเด็ก ๆ เค้าก็อยู่กับมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ สนุกกว่าการเล่นกับคนแก่เป็นแน่ ลูกเราแม้กลับบ้านมาแล้วก็ยังเอางานกลับมาทำที่บ้านด้วยอีก เราเองก็ไม่อยากไปรบกวนเขาใช่มั้ยคะ          
                                         
             ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะเกรงใจลูกหลานไม่อยากไปรบกวนเวลา ไม่กล้าไปพูดคุยกลัวลูกจะยุ่ง และถ้าลูกหลานไม่ได้ช่วยกันดูแลจะยิ่งทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าค่ะ เมื่อสุขภาพใจไม่ดีจะมีผลกับสุขภาพกายแน่นอนค่ะ จะทำให้เราไม่อยากทำกิจกรรมใด ๆ และสุขภาพกายใจจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วค่ะ
             ดังนั้น เราต้องเตรียมความพร้อมก่อนดีที่สุดค่ะ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านคลายความกังวลกับการเข้าสู่วัยเกษียณและสามารถเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม เข้าสู่วัยเกษียนได้อย่างมั่นใจนะคะ
ขอบคุณรูปภาพจาก website stocksnap.io และ pixabay