วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

โรคอัลไซเมอร์ ป้องกันได้


          ได้ยินชื่อโรคนี้ไม่เพียงผู้สูงอายุนะคะที่กลัว ลูกหลานเองก็กลัวค่ะ ไม่อยากให้เกิดกับญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยความชุกของโรคจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุค่ะ พบร้อยละ 10-15 ในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีและพบร้อยละ 20-30 ในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปีค่ะ

           
         อาการของโรคคือ ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านความจําเป็นอาการหลัก ผู้ป่วยจะไม่สามารถจดจำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงมักจะลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ทั้งที่พยายามจำ ถามซ้ำ ๆ พูดซ้ำ ๆ เป็นต้น ในระยะต่อมา ก็จะทำให้เกิดความบกพร่องของการรู้คิดด้านอื่นร่วมด้วย เช่น หลงทาง คิดเลขไม่ได้ ไม่สามารถจัดการกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้เอง มีปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม และความผิดปกติทางจิตตามมา เช่นหงุดหงิด เฉยชา ขาดการยับยั้งชั่งใจ มีอาการหลงผิดประสาทหลอนเป็นต้น
        
         ฟังดูแล้วน่ากังวล แต่ก็มีวิธีป้องกันนะคะ มาดูวิธีการป้องกันโรคอัลไซเมอร์กันค่ะ  
        
        เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคอัลไซเมอร์การป้องกันโรคจึงเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคดังนี้        1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นเดียวกับวัยอื่น แต่เลือกให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เนื้อสัตว์ควรจะเป็นเนื้อปลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง ข้าวควรเป็นข้าวไม่ขัดสี ผักควรปรุงโดยต้มหรือนึ่งให้สุกนิ่ม ผลไม้ควรเป็นผลไม้ที่เคี้ยวง่าย และหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด


         2. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่คุณหมอจะบอกค่ะว่าควรมีน้ำหนักเท่าไร ถ้าน้ำหนักเพิ่มส่วนใหญ่มักเกิดจากอาหาร ดังนั้นการรักษาน้ำหนักตัวก็คือการควบคุมอาหารนั่นเองค่ะ


           3. ไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อย กรณีที่เราสูบเอง ขอให้ชั่งน้ำหนักดูนะคะเลิกบุหรี่อยู่ที่ใจเราเองค่ะ


            4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องออกกำลังกายให้สมกับวัยด้วยนะคะ ง่ายที่สุดคือเดินเร็วกว่าแขน อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงค่ะ


              5. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมองการพลัดตกหกล้ม ต้องหาเราจับเสมอ เมื่อขึ้นลงบันไดหรือทางลาดชัน เดินอย่างระมัดระวังทุกก้าว ห้ามคิดว่าเป็นทางที่เดินประจําแล้วเดินโดยไม่ระวัง



               6.​ ดูแลสุขภาพกายให้ดี ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจติดตามโรคประจำตัว ที่เป็นอยู่เป็นระยะ ๆ หากมีอาการเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ

                นอกจากนี้ การฝึกฝนสมองเช่น คิดเลข อ่านหนังสือ เล่มเกมส์ ฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ การพบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ การมีความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยง เข้าชมรมผู้สูงอายุ ฯลฯ อาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ แล้วยังช่วยให้เรามีสุขภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอีกด้วยค่ะ

เครดิตรูปภาพตามลำดับ
ภาพประกอบที่ 1
ภาพประกอบที่ 2
ภาพประกอบที่ 3ภาพประกอบที่ 4ภาพประกอบที่ 5
ภาพประกอบที่ 6
ภาพประกอบที่ 7
ภาพประกอบที่ 8



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

ความสุขทางใจ ไม่ต้องลงทุน




       พูดถึงความสุขในวัยเกษียณ คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นลำดับแรก เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต ท่านที่สามารถออมเงินได้เพียงพอ หรือมีลูกหลานเลี้ยงดูก็ถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ แต่มีผู้สูงอายุอีกมากมายที่ต้องดูแลตัวเอง ด้วยเงินออมที่ต้องใช้อย่างประหยัดในวัยเกษียน โดยไม่ต้องการพึ่งพาลูกหลานหรือไม่สามารถพึ่งลูกหลานได้ ทำให้ต้องใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น และจิตใจมักหดหู่ ท้อถอย ถ้าลูกหลานไม่ให้ความสนใจอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ และเมื่อสุขภาพใจไม่ดีก็จะมีผลทำให้สุขภาพจิตใจแย่ลงด้วย



         บทความนี้ ผู้เขียนต้องการแนะนำวิธีหาความสุขทางใจแบบไม่ต้องลงทุนค่ะ วิธีนี้คือการเป็นแฟนคลับค่ะ อ่านถึงตรงนี้แล้วอึ้งนิดนึงมั้ยคะ มาต่อเรื่องวิชาการนิดนึงนะคะ สรุปความหมายของคำว่า “แฟนคลับ” จากสารานุกรมวิกิพีเดีย(Wikipedia) มีดังนี้ค่ะ
แฟนคลับ (fan club) คือกลุ่มคนที่มีความชอบอย่างมาก หรือ มีความคลั่งไคล้ ในบุคคล กลุ่ม แนวความคิด หรือในบางครั้งเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เช่น อาคาร สถานที่ที่มีชื่อเสียง สิ่งของบางอย่างเช่น รถยนต์ ของเล่นหายาก แฟนคลับส่วนใหญ่จะทุ่มเทเวลาและสิ่งของเพื่อสนับสนุนบุคคลนั้น หรือสิ่งนั้น ในบางครั้งจะมีการตั้งกลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นทางการขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเพื่อสนับสนุนความชอบได้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นดารา นักแสดง นักร้อง นักกีฬาค่ะ

                                                     
ด้านดีของแฟนคลับคือ ช่วยให้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ ที่มีความชอบเหมือนกัน ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และนำไปสู่การทำกิจกรรมดี ๆ เพื่อสร้างสรรค์สังคมมากมาย จึงทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า ส่วนในด้านลบ  ถ้าไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจ การให้เวลาในส่วนนี้มากเกินไปจะทำให้จัดสรรเวลาไม่เหมาะสมได้ อาจทำให้เสียการเรียน การงาน การใช้เงินจนเกินตัว หรือบางครั้งการตามติดมากเกินขอบเขต จนรุกล้ำพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือมีการรวมตัวเป็นกลุ่มศัตรูเนื่องจากเป็นกลุ่มของแฟนคลับที่เป็นคู่แข่งจนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทได้




          ทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคนวัยเรามีวุฒิภาวะ ที่สามารถเลือกเฉพาะด้านดีของการเป็นแฟนคลับ เพื่อหาความสุขให้ตัวเองได้แน่นอนค่ะ ต่อไปเป็นวิธีการทำตัวให้เป็นแฟนคลับค่ะ แค่นั่งดูละครทีวีแล้วชอบดารายังไม่เรียกว่าเป็นแฟนคลับนะคะ และการที่ผู้เขียนบอกว่าการเป็นแฟนคลับไม่ต้องลงทุน เนื่องจากสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นแฟนคลับได้แก่ สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ทซึ่งทุกคนมีใช้กันอยู่แล้วค่



เชื่อว่าทุกท่านต้องมีคนหรือสิ่งที่ชอบอยู่ในใจ เช่นนักแสดง นักร้อง นักกีฬา สถานที่ประทับใจ รถยนต์แบรนด์ที่ชอบ ฯลฯ ให้เราเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ที่ชอบเหมือนเราค่ะ ส่วนใหญ่จะหาได้โดยพิมพ์ชื่อสิ่งที่เราชอบในเฟสบุคหรือไลน์ได้เลยค่ะ เมื่อเข้าไปในกลุ่มคือการเข้าไปสู่สังคมใหม่ เราสามารถพูดคุยกับเพื่อนใหม่ได้อย่างเปิดใจ แสดงความคิดเห็น ความรู้สึกได้เต็มที่เนื่องจากไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ทุกสังคมย่อมมีกฎเกณฑ์ มีทั้งคนดีและไม่ดี ถ้ากลุ่มแบบนี้เราไม่ชอบเราสามารถออกจากกลุ่มได้ตลอดเวลา ไม่มีใครบังคับเราได้ค่ะ



ขอให้คิดเสมอว่าเราเป็นแฟนคลับเพื่อหาความสุขทางใจแบบไม่ต้องลงทุน ดังนั้นถ้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องมีการจ่ายเงินขอให้ถอนตัวค่ะ อย่าลืมจุดยืนของเราค่ะ แค่นี้ทุกครั้งที่เราเปิดสมาร์ทโฟนเราก็จะเจอแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่เหงาเวลาอยู่บ้านคนเดียว ได้ฝึกสมอง ใช้ความคิดได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น อาจจะต้องเรียนรู้จากลูกหลาน ทำให้มีเรื่องที่พูดคุยกับลูกหลานเพิ่มขึ้น สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกหลานได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ



หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านสามารถมีความสุขทางใจได้แบบไม่ต้องลงทุนจริง ๆ นะคะ เมื่อเรามีความสุขมันจะแสดงออกทางหน้าตา ลูกหลานหรือเพื่อน ๆ เห็นก็สบายใจไปกับเรา เมื่อจิตใจเป็นสุขก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย แต่อย่าลืมออกกำลังกายและรับประทานให้เหมาะกับวัยและปฏิบัติตามแพทย์สั่งด้วยนะคะ


ขอบคุณภาพประกอบสวย ๆ จาก website canva.com และ stocksnap.io



เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม เข้าสู่วัยเกษียณ



           ออกตัวก่อนเลยนะคะ ผู้เขียนเองก็อยู่เลยหลักสี่แล้วค่ะและกำลังเตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่วัยเกษียณค่ะ กำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อม และอยากแบ่งปันเพื่อน ๆ ทั้งข้อมูลและแนวคิดค่ะ
           จุดประสงค์ที่สำคัญของผู้เขียนคืออยากให้ตัวเอง และเพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่วัยเกษียณแบบไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวลมากจนเกิดภาวะซึมเศร้าค่ะ ข้อมูลในบทความนี้จะมีทั้งข้อมูลเชิงวิชาการ และบางส่วนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองนะคะ วัยนี้ไม่มีอะไรต้องเครียดแล้วค่ะ
            
                         พวกเราต้องเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจนะคะ ด้านร่างกายก็คือสุขภาพนั่นเองค่ะ และยังเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเลยค่ะ เพราะวัยเกษียณคือวัยที่รายได้ประจำไม่มีแล้ว เราจึงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ากันค่ะ ดังที่เกริ่นไว้ว่าตอนนี้อายุเลยหลักสี่ไปแล้ว มาดูกันว่าจะเตรียมทันมั้ยนะ
             มาเรื่องความพร้อมด้านการเงินก่อนละกันค่ะ ดูน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเข้าใจว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะคิดเหมือนกันคือ ไม่ต้องการรบกวนลูกหลาน ต้องการมีเงินเก็บอย่างน้อยสำหรับพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าลูกเขาให้เราก็ถือว่าเป็นส่วนที่เก็บไว้ใช้สำหรับเรื่องอื่นเช่น ท่องเที่ยว ทำบุญ หรือเก็บไว้คืนให้เขาในโอกาสพิเศษ เช่นซื้อของวันเกิด ของรางวัลวันรับปริญญาหลาน ของขวัญแต่งงาน มันเป็นความภูมิใจนะคะ ที่เป็นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายที่ยังสามารถมอบของมีค่าให้ลูกหลานได้   
         
              ขั้นตอนเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินคือเริ่มจากประมาณการอายุของตัวเองก่อน โดยดูจากอายุเฉลี่ยของญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวของเราแต่อาจจะบวกเพิ่ม ไปอีกสัก 5 ถึง 8 ปี เนื่องจากปัจจุบันคนจะอายุยืนมากขึ้นค่ะ เช่นส่วนใหญ่คุณทวดเราจะอายุประมาณ 75 ปี อายุเราน่าจะประมาณ 80-85 ปีค่ะ
            ต่อไปให้วาดภาพการใช้ชีวิตตอนเกษียณของตัวเองว่าต้องการใช้ชีวิตแบบไหน เช่นถ้าต้องการใช้ชีวิตแบบเดิม เราก็รู้แล้วว่ารายจ่ายต่อเดือนประมาณเท่าไร นอกจากนี้บางคนอาจต้องการมีเงินสำหรับท่องเที่ยวต่างประเทศมีเงินใช้ในการทำบุญ และเงินเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมอีกเป็นต้น ตอนนี้เรารู้แล้วว่า จากวันนี้เราจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปี​ มีรายจ่ายเท่าไรต่อเดือน และรายจ่ายอื่น ๆ รวมทั้งหมดเท่าไร ดังนั้น เราจึงรู้ว่านับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เราเกษียณอายุเราควรจะเก็บเงินให้ได้เท่าไร พอจะมองเห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยคะ                       
            จบเรื่องเครียดแล้วนะคะ ต่อไปเป็นเรื่องเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ และสุขภาพค่ะ เรื่องสุขภาพไม่มีอะไรมากค่ะเพราะตอนนี้ทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าสุขภาพที่ดีมาจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สำหรับวัยเราที่ต้องเพิ่มเติมคือ ต้องออกกำลังกายและรับประธานอาหารให้เหมาะสมกับวัยเท่านั้นเองค่ะ เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายทั้งฟังจากคุณหมอ จากลูกหลาน จากสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่จะรู้กันหมดค่ะ อยู่ที่ว่าจะนำไปใช้หรือไม่ การออกกำลังกายขึ้นอยู่กับว่าขี้เกียจมั้ย การเลือกอาหารขึ้นอยู่กับว่าจะตามใจปากหรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับวินัยของเราเองนะคะ
            ต่อไปเรื่องสุดท้าย ขอใช้คำว่าเรื่องความบันเทิงด้านจิตใจละกันค่ะ ขอให้เราค้นหาตัวเองก่อนเลยค่ะว่าเราชอบอะไร วิธีหาก็ไม่ยากนะคะ คืออะไรก็ได้ที่เราทำแล้วเพลิดเพลินจนลืมเวลา ไม่อยากให้ใครมารบกวน ถึงแม้ทำแล้วไม่ได้เงินก็อยากจะทำ ทำแล้วอยากหาความรู้เพิ่มเติม หาข้อมูลเพิ่มเติมโดยไม่รู้สึกเบื่อ เช่น ชอบปลูกต้นไม้ ชอบงาน DIY ขอบวาดรูป ชอบดนตรี ชอบออกไปทำกิจกรรมกับชมรมต่างๆนอกบ้าน ชอบเล่นสมาร์ทโฟนซึ่งช่วยทำให้เพลิดเพลิน ฝึกสมองด้วย คลายเหงาช่วงกลางวันที่อยู่บ้านคนเดียวได้ดีค่ะ   

             พอรู้แล้วว่าเราชอบอะไรก็เตรียมความพร้อมไว้ค่ะ เพราะความชอบบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ทำแล้วเกิดรายได้ด้วยก็ยิ่งเป็นผลดีค่ะ เช่นชอบปลูกต้นไม้ ก็สามารถเพาะต้นไม้ขายได้ หาข้อมูล เตรียมวัสดุที่ต้องใช้หาแหล่งรับซื้อในตอนที่เราเดินทางเองไหวจะดีกว่าค่ะ หรือจะเป็นงาน DIY งานศิลปะ เราก็สามารถเตรียมสิ่งที่ต้องใช้ หาคอร์สเรียนเพิ่มเติม เลือกแบบที่ตั้งใจว่าอยากจะทำแล้วเตรียมวัสดุไว้ค่ะ ฝึกฝีมือไว้ตอนนี้พออายุมากขึ้นร่างกายจะเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามที่ใจคิดค่ะ แต่พอฝึกไว้มันจะเป็นความเคยชิน เช่นการร้อยด้ายใส่รูเข็ม ถึงแม้ตามองเห็นไม่ชัดแต่เมื่อเราชำนาญเราจะสามารถร้อยด้ายจากความเคยชินค่ะ
                                        
            มีวิธีนึงที่ผู้เขียนใช้อยู่แล้วได้ผลดีมีความสุขมากคือ การเป็นแฟนคลับดาราค่ะ(ภาษาวัยรุ่นเค้าใช้คำว่า “ติ่ง” ) แค่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเห็นหน้าดาราที่เราชอบก็ยิ้มแก้มปริแล้วค่ะ ถ้าใครไม่ชอบดาราก็อาจจะเป็นไอดอลต่าง ๆ ในสื่อโซเชียลก็ได้ค่ะหรือบางคนชอบสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ แต่เราเลี้ยงเองไม่ได้ก็สามารถติดตามจากหลายช่องทางในอินเตอร์เน็ตได้ค่ะ เวลาอยู่บ้านคนเดียวไม่มีเหงาค่ะ ไม่ต้องคอยเฝ้ามองประตู เมื่อไรหลานจะกลับจากโรงเรียน เมื่อไรลูกจะกลับจากทำงาน เป็นการมีความสุขทางใจโดยไม่ต้องรอให้ลูกหลานมาคุยด้วยเราถึงจะมีความสุขได้ เพราะปัจจุบันเราก็รู้อยู่แล้วว่าเด็ก ๆ เค้าก็อยู่กับมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ สนุกกว่าการเล่นกับคนแก่เป็นแน่ ลูกเราแม้กลับบ้านมาแล้วก็ยังเอางานกลับมาทำที่บ้านด้วยอีก เราเองก็ไม่อยากไปรบกวนเขาใช่มั้ยคะ          
                                         
             ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะเกรงใจลูกหลานไม่อยากไปรบกวนเวลา ไม่กล้าไปพูดคุยกลัวลูกจะยุ่ง และถ้าลูกหลานไม่ได้ช่วยกันดูแลจะยิ่งทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าค่ะ เมื่อสุขภาพใจไม่ดีจะมีผลกับสุขภาพกายแน่นอนค่ะ จะทำให้เราไม่อยากทำกิจกรรมใด ๆ และสุขภาพกายใจจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วค่ะ
             ดังนั้น เราต้องเตรียมความพร้อมก่อนดีที่สุดค่ะ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านคลายความกังวลกับการเข้าสู่วัยเกษียณและสามารถเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม เข้าสู่วัยเกษียนได้อย่างมั่นใจนะคะ
ขอบคุณรูปภาพจาก website stocksnap.io และ pixabay